| |
|
 |
| |
| มารู้จักกับค่าต่างๆ
ที่วัดได้ของสาย UTP จากเครื่อง DSP-4300
กันดีกว่า..... |
| ในการติดตั้งสาย
UTP นั้นเราจะทราบได้อย่างไรว่าแต่ละเส้นจะมีประสิทธิภาพ ในการทำงานมากน้อยแค่ไหน |
| ดังนั้นเราจึงต้องมีการทดสอบสัญญาณด้วยเครื่องมือ FLUKE
DSP-4300 กัน ซึ่งค่าที่ออกมาก็จะปรากฎให้เห็น |
| เป็นตัวเลขแล้วเราจะรู้ได้ยังไงละว่าค่าไหน
หมายถึงอะไร เราไปทำความรู้จักกันเลยดีกว่า... |
HEDA
ROOM : เป็นค่าสัญญาณรวบกวน Next ระหว่างคู่สายสัญญาณที่ต่ำที่สุดของสายทั้ง
4 คู่ ค่า Head |
| Room มีค่ามากๆ แสดงให้เห็นสายสัญญาณมีประสิทธิภาพที่ดี |
WIRE
MAP : แสดงการเข้าหัว RJ-45 กับสายสัญญาณในแต่ละขา
หากเข้าหัวถูกต้องหรือตรงกันทั้งหัวและ |
| ท้ายจะแสดงผลเป็น
"PASS" ในทางตรงกันข้ามหากเข้าหัวผิดหรือเกิดการไขว้กัน (Cross,
"X") ของสาย |
| สัญญาณจะแสดงเป็น "FAIL" |
IMPEDANCE
: เป็นค่าความต้านทานของเขตลวดของสายสัญญาณแต่ละคู่
มีหน่วยเป็นโอห์ม (Ohms)เนื่อง |
| จากสายสัญญาณมีการตีเกลียวของแต่ละคู่สาย
ทำให้เกิดค่าความต้านทานจากการขดและพันกัน ต้องอยู่ใน |
| 85-115
Ohms |
LENGTH
: คือความยาวของสายสัญญาณที่ใช้แต่ละจุดเริ่มตั้งแต่สาย
Patch Panel ในตู้ Rack จนถึงสาย |
| Patch
Panel ที่ต่อเข้ากับ Work
Station สามารถเดินสายสัญญาณได้ไกลที่สุด
100 เมตร ซึ่งเป็นระยะที่ยัง |
| ทำให้สามารถติดต่อสื่อสารกันได้ดี |
PROP
DELAY : เป็นค่าของเวลาที่ใช้ในการสื่อสารข้อมูลจากต้นทางมายังปลายทาง (Propagation
Delay) |
| ที่สายแต่ละคู่ใช้มีหน่วยเป็น Nanosecond
(NS, 10-9 second) โดยไม่ควรมีค่าเกิน 555 ns. |
DELAY
SKEW : เป็นค่าความแตกต่างของเวลา ที่ใช้ในการสื่อสารเทียบกับสายสัญญาณคู่ที่ใช้เวลาน้อยที่ |
| สุดหรือเป็นค่าความล่าช้าในการได้นับสัญญาณที่ส่งมาของแต่ละคู่โดยที่เวลาที่ใช้ในการสื่อสารของแต่ละคู่ |
| จะต้องไม่ต่างกันเกิน
50 ns หากเกินช่วงเวลานี้อาจทำให้การติดต่อสื่อสารผิดพลาดได้ |
RESISTANCE
: เป็นค่าความต้านทานของสายสัญญาณ มีหน่วยเป็นโอห์ม
(ohms) |
ATTENUATION
: เป็นค่าลดทอนของสัญญาณที่เดินทางภายในสายสัญญาณไปยัง
( ค่าสัญญาณลดทอน ) |
| ปลายทาง
ในการทดสอบสัญญาณจะทำการวัดค่า attenuation ที่ทุกๆ
ความถี่ตั้งแต่ 1 - 100
MHz และค่า |
| จำกัด (limit) ของ attenuation ที่แต่ละความถึ่จะไม่เท่ากันขึ้นกับความถี่
ซึ่งค่าไม่ควรเกิน limit ที่กำหนด
ค่า : |
| Margin ซึ่งเป็นช่วงความแตกต่างของ attenuation ระหว่าง limit กับ
worst case หากมีค่าน้อยก็แสดงว่าค่า |
| ที่วัดได้มีค่าเกือบจะเท่ากับ
limit ทำให้มีความเสี่ยง ในการเกิดการลดทอนจนไม่อาจรับรู้สัญญาณได้
หากมี |
| การลดทอนในอุปกรณ์อื่นอีกอาจทำให้ได้รับสัญญาณผิดเพี้ยนไปในทางตรงกันข้ามหากค่า margin มีค่ามาก |
| ก็แสดงว่าเราสามารถรับสัญญาณได้ดี
และยังสามารถมั่นใจได้ว่าสัญญาณนี้จะไม่ ถูกลดทอนไปจนเกิน
limit |
| หากต่อเข้ากับอุปกรณ์อื่นอีก |
|